เรื่องเล่าจากดอยช้าง-วาวี (ตอนจบ) จากบล็อก โอเคเนชั่น oknation.net

    

ในที่สุดผมก็อ่านหนังสือ International Economics ไม่จบตามที่ตั้งใจไว้ การเดินทางขึ้น-ลงเขาตลอดสองวันที่ผ่านมาทำให้เหนื่อยมากจริงๆ ขนาดเมื่อคืนอยากจะกลับไปที่รถและหอบเอาขาตั้งกล้องมาถ่ายภาพหุบเขาที่เป็นไร่ชาขณะกำลังถูกอาบด้วยแสงของพระจันทร์ดวงใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ยังขี้เกียจไป  เมื่อคืน cut-off แค่สี่ทุ่ม  ก่อนจะนอนเพื่อนที่ยังนั่งคุยตากน้ำค้างอยู่ข้างนอกนัดกันว่า เช้านี้จะไปดูกาดผี ซึ่งเป็นที่ๆคนแถวนี้แนะนำให้ไป นอกจากไร่ชาแล้วที่นี่ก็เห็นจะมีแต่กาดผีที่สมควรไปดู แต่ผมนึกในใจว่า พวกหล่อนนะไม่ตื่นหรอกเลย เลยดักคอไปว่า ไม่ต้องมาปลุกผมนะ  

สำหรับท่านที่จะมาพักที่เลาลีรีสอร์ทบนดอยวาวี (จริงๆแล้วท่านก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากนักหรอก) ขอแนะนำว่า อย่าสั่งไก่อบเกลือมาทานเป็นอันขาด เพราะนอกจากมันจะแพงแล้ว พออาหารมาแล้วมีการมองหน้ากันไปมาทั้งเด็กเสิร์ฟและคนสั่งเมนูนี้ เพราะที่อยู่ตรงหน้าน่ะ บ้านตูเรียกว่าไก่ข้าวมันไก่ว้อย  พูดจบก็กินไปแบบเคืองๆ (เด็กเสิร์ฟยังบอกอีกว่า มันมี nickname ว่า ไก่เย็น)  

ยามเช้าที่ไร่ชานี่สดชื่นจริงๆ เป็นรางวัลของคนไม่นอนดึกและไม่มีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด  ไม่ได้ลงไปดูข้างล่างเพราะเมื่อเย็นวานลงไปมาแล้ว  พยายามมองหาชาวบ้านที่จะออกมาเก็บชาตามรูปในหนังสือของ ททท. ก็ไม่เห็นมีซักคน อาจจะเป็นไปได้ว่า ไร่นี้เป็นของรีสอร์ท  ยังมีไร่อื่นๆอีกตามเชิงเขา ซึ่งพวกเราก็เหนื่อยเกินไปที่จะสำรวจ  

  

 
  

 
  

 
  

 
ทานข้าวเช้าเสร็จ ก็เก็บของออกมากัน เรามาที่อาคารเก่าๆหลังหนึ่งที่อยู่ในแอ่งตามภาพข้างบน ก็ปรากฏว่า มันคือโรงเตี๊ยมที่ผมมองหาอยู่นั่นเอง แต่จริงแล้วกลับกลายเป็นบ้านคน  พยายามจะ simulate ภาพตามตัวอย่างอยู่พักใหญ่ ก็ทำไม่ได้ น่าจะเกิดจาก เรามาสายเกินไป แดดส่องมาถึงแล้ว มาบ่ายๆเลยจะดีกว่า อีกสาเหตุหนึ่งคือ costume และ acting ของนางแบบเรายังไม่ได้ (หุหุ) หน้าตาหล่อนคมเข้มไปหน่อย วันหลังถ้าจะมาอีก ต้องเอาหมวยๆมาเอง ^^   

  

 
  

 
มีโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เห็นเด็กๆกลุ่มใหญ่เล่นกันอยู่ในสนาม ในใจคิดว่าจะได้ถ่ายรูปเด็กๆวาวีแล้ว ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูเข้าไป มีคนดูเหมือนจะเป็นครูผู้ปกครองกำลังจะเดินเข้ามาหาผม ท่าทางน่ากลัวมาก ผมเลยเปลี่ยนใจหันหลังกลับ  

เดิมทีเรากะว่าจะไปวัดร่องขุ่น แต่ไม่ชำนาญเส้นทาง ประกอบกับสมาชิกอยากจะใช้ชีวิตกลางคืนในตัวเมืองเชียงใหม่ซักหน่อย จึงกลับลงมากันเลย ระหว่างก็เจอไร่ชาสวยๆอีก  ถ้าเมื่อวานเห็นเข้า เช้านี้คงได้ไปเดินสำรวจแน่  

  

 
  

 
  

 
ส่วนหนึ่งของทะเลสาบเหนือเขื่อนแม่สรวย ดูๆแล้วมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากเลยทีเดียว  

  

 
  

 
พวกเรากลับมาถึงเชียงใหม่ราวๆบ่ายสาม หลังจากไปส่งเพื่อนๆแล้ว ผมก็กลับเข้าบ้าน ตั้งใจจะอ่านหนังสือจนถึงตีหนึ่งเลยเชียว  แต่ในที่สุดแล้วก็เหมือนเดิม ผลอยหลับตั้งแต่หกโมง ฟื้นสองทุ่ม ทานข้าวเย็น อ่านต่อได้ถึงห้าทุ่ม  ไม่ไหวแล้ว นอนเลยดีกว่า  

เช้าวันต่อมา หน้าตายังเหมือนงงๆ เป็นเรื่องปกติของคนที่เพิ่งจะกลับลงมาพื้นราบ เริ่มสอบเก้าโมงเช้า รู้สึกดีใจที่ไม่ได้ใช้พลังงานในการเตรียมตัวเท่าไหร่ ตามภาษาของนักเศรษฐศาสตร์คือ เราต้องดู marginal benefit vs. marginal cost ถ้าผมปฎิเสธเพื่อน ไม่ไปเที่ยว และดูหนังสือเอาเป็นเอาตาย คงจะเสียใจมาก  เพราะยังไงก็ทำข้อสอบเสร็จคนแรกเหมือนเดิม ไม่รู้เป็นยังไง^^  แถมตอนบ่ายยังโดดอีกวิชาหนึ่งพาสองสาวอีกคู่หนึ่งไปดูหนังอีกต่างหาก (ไม่ได้เกเรนะครับ แต่ marginal cost ในการนั่งเรียนสูงมาก สำหรับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว)  

มีข่าวดีจะบอก ตอนนี้ผมมีปัญหามีจุดดำๆ วิ่งไปมาในตา เหมือนกระจกรถมีขี้นกเกาะ หมอบอกว่า เกิดจากวุ้นในตาเสื่อม (ผมใช้ comp มาก อ่านหนังสือมาก ถ่ายรูปอีก) รักษาไม่ได้ ให้ทำเฉยซะ เดี๋ยวจะเครียด ผมก็เลยคิดว่า จะเพลาๆ เรื่อง blog ไปซักระยะนึงนะครับ ไม่ใช่ว่าจะไม่เขียนแต่จะห่างๆไป เดือนมีนา ปิดเทอมแล้ว คงจะเขียนจริงๆจังๆอีก ขอบคุณที่ติดตามกันครับ    

About serithai1
จำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ปลีก-ส่ง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: