รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict

27 / พ.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ในรายการ ไออีเมโทรโพลิส ตอนที่ 3
เสนอคำศัพท์ที่เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์
26 / พ.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ในรายการ ไออีเมโทรโพลิส ตอนที่ 2
นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ การใช้ห้องสมุด
3 / พ.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ในรายการ ไออีเมโทรโพลิส ตอนที่ 1
นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ การทักทายด้วยวิธีอื่น ๆ
20 / ส.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 22
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 22 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ กีฬาแต่ละประเภทต่อ
19 / ส.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 21
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 21 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ ประเภทกีฬา
18 / ส.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 20
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 20 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ คำขวัญ โอลิมปิก
3 / ส.ค. / 2551 : ประกาศรายชื่อผู้โชคดี
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 19
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 19 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ ประเทศ
3 / ก.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 18
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 18 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ มาสคอต โอลิมปิค
18 / มิ.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 17
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 17 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับวันที่
15 / มิ.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 16
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 16 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับตุ๊กตานำโชค
6 / มิ.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 15
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 15 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับเวลา
27 / พ.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 14
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 14 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับการเรียกแท็กซี่ / นั่งแท็�
22 / พ.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 13
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 13 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับการถามทาง
21 / พ.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 12
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 12 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ ฤดู
16 / พ.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 11
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 11 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ ปิดภาคฤดูร้อน
15 / พ.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 10
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 10 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ วันครอบครัว
8 / พ.ค. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 9
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 9 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ เทศกาลสงกรานต์
24 / เม.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 8
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 8 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ เทศกาลเช็งเหม็ง
18 / เม.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 7
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 7 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับปีครบรอบปีเกิด
17 / เม.ย. / 2551 : เนื้อหารายการปี 2008
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 6
รายการเรียนภาษาจีนง่ายๆกับ EasyDict ตอนที่ 6 นำเสนอคำศัพย์ที่เกี่ยวกับ ปีเกิด

家族歌-儿歌

家族歌-儿歌

รู้จักอักษรจีนกับ http://hanzi4thai.net23.net/

 

รู้จักอักษรจีนกับ http://hanzi4thai.net23.net/

เรียนภาษาจีนกับ มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ม.4

วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
4/11/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV8 7 #
4/11/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษา่จีน 2 ภาษาจีน DLTV7 8 #
5/11/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV10 2 #
5/11/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV10 3 #
5/11/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV7 6 #
11/11/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV8 7 #
11/11/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV7 8 #
12/11/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV10 2 #
12/11/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV10 3 #
12/11/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 2 ภาษาจีน DLTV7 6 #
2/9/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
2/9/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
3/9/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
3/9/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
3/9/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
9/9/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
9/9/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
10/9/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
10/9/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
10/9/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
16/9/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
16/9/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
17/9/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
17/9/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
17/9/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
23/9/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
23/9/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
24/9/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
24/9/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
24/9/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
30/9/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
30/9/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
5/8/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
5/8/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
6/8/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
6/8/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
6/8/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
19/8/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
19/8/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
20/8/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
20/8/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
20/8/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
26/8/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
26/8/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
27/8/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
27/8/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
27/8/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
1/7/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
1/7/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
2/7/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
2/7/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
2/7/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
8/7/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
8/7/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
9/7/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
9/7/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
9/7/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
15/7/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
15/7/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
16/7/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
16/7/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
16/7/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
22/7/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
22/7/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
23/7/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
23/7/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
23/7/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
29/7/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
29/7/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
30/7/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
30/7/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
30/7/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
3/6/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
3/6/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
4/6/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
4/6/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
4/6/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
10/6/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
10/6/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
11/6/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
11/6/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
11/6/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
17/6/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
17/6/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
18/6/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
18/6/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
18/6/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
24/6/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
24/6/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
25/6/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
25/6/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
25/6/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
20/5/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
20/5/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
21/5/2010 09:30น.- 10:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 2 #
21/5/2010 10:30น.- 11:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
21/5/2010 13:30น.- 14:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
27/5/2010 14:30น.- 15:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV8 7 #
27/5/2010 15:30น.- 16:30น. ภาษาจีน 1 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 8 #
เลือกเงื่อนไขหรือคลิกที่ปฏิทินเพื่อค้นหารายการย้อนหลัง
วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
4/3/2010 14:30น.- 16:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
5/3/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
5/3/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
4/2/2010 14:30น.- 16:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
5/2/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
5/2/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
11/2/2010 14:30น.- 16:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
12/2/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
12/2/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
19/2/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
19/2/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
26/2/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
26/2/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
7/1/2010 14:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
7/1/2010 15:30น.- 16:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
8/1/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
8/1/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
14/1/2010 14:30น.- 16:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
15/1/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
15/1/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
22/1/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
22/1/2010 13:30น.- 15:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV7 6 #
28/1/2010 14:30น.- 16:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
29/1/2010 10:30น.- 11:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
3/12/2009 14:30น.- 15:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
3/12/2009 15:30น.- 16:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
4/12/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
11/12/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
17/12/2009 14:30น.- 15:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
17/12/2009 15:30น.- 16:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
18/12/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
24/12/2009 14:30น.- 15:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
24/12/2009 15:30น.- 16:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
25/12/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
5/11/2009 14:30น.- 15:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
5/11/2009 15:30น.- 16:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
6/11/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
12/11/2009 14:30น.- 15:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
12/11/2009 15:30น.- 16:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
13/11/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
วันที่ เวลา รายการ สถานี คาบที่
19/11/2009 14:30น.- 15:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
19/11/2009 15:30น.- 16:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
20/11/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
26/11/2009 14:30น.- 15:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #
26/11/2009 15:30น.- 16:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 8 #
27/11/2009 10:30น.- 11:30น. จ40202(ม.4) ภาษาจีน DLTV10 3 #
18/2/2009 14:30น.- 16:30น. จ40202 (ม.4) ภาษาจีน DLTV10 7 #

กฎของผู้เป็นศิษย์ 弟子规 (dì zǐ guī ตี้จื่อกุย) Students’ Rules

《弟子規》讀誦解釋 1-7

《弟子規》讀誦解釋1

《弟子規》讀誦解釋2
 

《弟子規》讀誦解釋3
 

《弟子規》讀誦解釋4
 

《弟子規》讀誦解釋5
 

《弟子規》讀誦解釋6
 

《弟子規》讀誦解釋7
 

 

弟子规 (ตี้จื่อกุย)นี้เดิมชื่อว่า “คำสอนผู้เยาว์”训蒙文(ซวิ่นเหมิงเหวิน)ประพันธ์ขึ้นโดยท่าน 李毓秀 (หลี่อวี้ซิ่ว)ในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644 – 1911)  ต่อมานำมาเรียบเรียงร่วมกับ童蒙须知(ถงเหมิงซวีจือ)”ข้อควรรู้ของผู้เยาว์” ของท่านจูซี แห่งราชวงศ์ซ่ง  โดยผ่านการแก้ไขเรียบเรียงใหม่โดยปราชญ์แห่งราชวงศ์ชิง ท่าน贾存仁(เจี่ยฉุนเหริน)และเปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น弟子规 (ตี้จื่อกุย) “กฏของผู้เป็นลูกศิษย์” มาตรฐานที่เป็นนักศึกษาที่ดี          

 

          弟子规 (dì zǐ guī) นี้ เป็นกาพย์กลอนที่ให้เด็กๆท่องจำในสมัยโบราณ เพื่อให้เด็กๆเรียนรู้ภาษาจีน วัฒนธรรม และ ปลูกฝังความกตัญญู อุปนิสัยที่ดี พื้นฐานที่เป็นคนดีและแนวทางในการมีชีวิตสอดคล้องกลมกลืนกับผู้อื่น ปลูกฝังหลักการดำรงชีวิตตามหลักของขงจื้อ        (儒学 – rú xué) 

           (ตี้จื่อกุย ) เน้นหลักคุณธรรมพื้นฐานที่ควรรู้และควรบ่มเพาะ  ซึ่งใช้อักษรสามตัวในหนึ่งวรรค มีสัมผัสทางภาษาที่งดงาม เหมาะที่จะศึกษาเรียนรู้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆและเยาวชนทั้งหลายซึ่งคุณธรรมเหล่านี้กำลังจางหายไปจากสังคม ไทยไป มากขึ้นทุกที หากผู้ใดนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตตนเอง อย่างน้อยตนเองย่อมมีคุณค่า ครอบครัวสงบสุข มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานและชีวิตของตน 

弟子规 圣人训 首孝悌 次谨信
dì zǐ guī shèng rén xùn shǒu xiào tì cì jǐn xìn

泛爱众 而亲仁 有余力 则学文
fàn ài zhòng ér qīn rén yǒu yú lì zé xué wén

ตี้จื่อกุย เป็นคำสอนของนักปราชญ์ขงจื่อ และปราชญ์ท่านอื่นๆ
ก่อนอื่นให้กตัญญูเชื่อฟังต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ นักปราชญ์ เคารพพี่ๆ
และรองลงมาคือ ประพฤติตนให้อยู่ในกรอบระเบียบอย่างเคร่งครัด
ทำตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้อื่น มีมิตรภาพ
รักและห่วงใยผู้อื่น และใกล้ชิดกับผู้มีคุณธรรม
นอกจากนี้ให้หาโอกาสศึกษาวัฒนธรรม และแสวงหาความรู้ต่างๆ 

   弟子规 (ตี้จื่อกุย )ได้แบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ๆดังนี้  

1.入则孝 กตัญญู  At Home, Be Dutiful to My Parents 

2.出则梯 พี่น้องปรองดอง Standards for Younger Brothers  when Away from Home 

       3.谨 สำรวมระวัง  Cautious in My Daily Life 

4.信 ถือสัจจะ Be Trustworthy 

5.泛爱众 รักใคร่มวลชน  Love All Equally 6.亲仁 เข้าใกล้ผู้มีคุณธรรม Be Close to and Learn from People of Virtue and Compassion

       7.余力学文 มีกำลังเหลือศึกษาหาความรู้   After All the Above are Accomplished, I Should Study Further and Learn Literature & Art to Improve My Cultural and Spiritual Life (or “If I Have Energy Left Over, I Should Study Writings”)

 อ่านเพิ่มเติม, download ที่นี่

 อ้างอิงจาก http://www.oknation.net/blog/songlink/2009/10/28/entry-1 

2010 CNY 年年快乐似神仙【南方群星大拜年 好幸福 2010】

 

2010 CNY 迎春花 新春好预兆 拜年 向歌友拜年

 

     

嘿嘿嘿嘿哟嘿呦 迎春花开哟开哟 迎春花儿为你开 正月里来迎春花儿开 迎春花开人人爱 正月里来迎春花儿开

迎春花呀处处开 迎春花开人人爱  幸福来呀幸福来 呀幸呀幸福来 迎春花咱们大伙栽 呀大地放光彩

迎春花咱们大伙栽 呀大地放光彩 齐心培养勤灌溉

嘿嘿哪呀哪呼嘿 ……..

各行各业喜洋洋 正月初一头一天    

   

 

เรื่องเล่าจากดอยช้าง-วาวี (ตอนจบ) จากบล็อก โอเคเนชั่น oknation.net

    

ในที่สุดผมก็อ่านหนังสือ International Economics ไม่จบตามที่ตั้งใจไว้ การเดินทางขึ้น-ลงเขาตลอดสองวันที่ผ่านมาทำให้เหนื่อยมากจริงๆ ขนาดเมื่อคืนอยากจะกลับไปที่รถและหอบเอาขาตั้งกล้องมาถ่ายภาพหุบเขาที่เป็นไร่ชาขณะกำลังถูกอาบด้วยแสงของพระจันทร์ดวงใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ยังขี้เกียจไป  เมื่อคืน cut-off แค่สี่ทุ่ม  ก่อนจะนอนเพื่อนที่ยังนั่งคุยตากน้ำค้างอยู่ข้างนอกนัดกันว่า เช้านี้จะไปดูกาดผี ซึ่งเป็นที่ๆคนแถวนี้แนะนำให้ไป นอกจากไร่ชาแล้วที่นี่ก็เห็นจะมีแต่กาดผีที่สมควรไปดู แต่ผมนึกในใจว่า พวกหล่อนนะไม่ตื่นหรอกเลย เลยดักคอไปว่า ไม่ต้องมาปลุกผมนะ  

สำหรับท่านที่จะมาพักที่เลาลีรีสอร์ทบนดอยวาวี (จริงๆแล้วท่านก็ไม่ได้มีตัวเลือกมากนักหรอก) ขอแนะนำว่า อย่าสั่งไก่อบเกลือมาทานเป็นอันขาด เพราะนอกจากมันจะแพงแล้ว พออาหารมาแล้วมีการมองหน้ากันไปมาทั้งเด็กเสิร์ฟและคนสั่งเมนูนี้ เพราะที่อยู่ตรงหน้าน่ะ บ้านตูเรียกว่าไก่ข้าวมันไก่ว้อย  พูดจบก็กินไปแบบเคืองๆ (เด็กเสิร์ฟยังบอกอีกว่า มันมี nickname ว่า ไก่เย็น)  

ยามเช้าที่ไร่ชานี่สดชื่นจริงๆ เป็นรางวัลของคนไม่นอนดึกและไม่มีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด  ไม่ได้ลงไปดูข้างล่างเพราะเมื่อเย็นวานลงไปมาแล้ว  พยายามมองหาชาวบ้านที่จะออกมาเก็บชาตามรูปในหนังสือของ ททท. ก็ไม่เห็นมีซักคน อาจจะเป็นไปได้ว่า ไร่นี้เป็นของรีสอร์ท  ยังมีไร่อื่นๆอีกตามเชิงเขา ซึ่งพวกเราก็เหนื่อยเกินไปที่จะสำรวจ  

  

 
  

 
  

 
  

 
ทานข้าวเช้าเสร็จ ก็เก็บของออกมากัน เรามาที่อาคารเก่าๆหลังหนึ่งที่อยู่ในแอ่งตามภาพข้างบน ก็ปรากฏว่า มันคือโรงเตี๊ยมที่ผมมองหาอยู่นั่นเอง แต่จริงแล้วกลับกลายเป็นบ้านคน  พยายามจะ simulate ภาพตามตัวอย่างอยู่พักใหญ่ ก็ทำไม่ได้ น่าจะเกิดจาก เรามาสายเกินไป แดดส่องมาถึงแล้ว มาบ่ายๆเลยจะดีกว่า อีกสาเหตุหนึ่งคือ costume และ acting ของนางแบบเรายังไม่ได้ (หุหุ) หน้าตาหล่อนคมเข้มไปหน่อย วันหลังถ้าจะมาอีก ต้องเอาหมวยๆมาเอง ^^   

  

 
  

 
มีโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เห็นเด็กๆกลุ่มใหญ่เล่นกันอยู่ในสนาม ในใจคิดว่าจะได้ถ่ายรูปเด็กๆวาวีแล้ว ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูเข้าไป มีคนดูเหมือนจะเป็นครูผู้ปกครองกำลังจะเดินเข้ามาหาผม ท่าทางน่ากลัวมาก ผมเลยเปลี่ยนใจหันหลังกลับ  

เดิมทีเรากะว่าจะไปวัดร่องขุ่น แต่ไม่ชำนาญเส้นทาง ประกอบกับสมาชิกอยากจะใช้ชีวิตกลางคืนในตัวเมืองเชียงใหม่ซักหน่อย จึงกลับลงมากันเลย ระหว่างก็เจอไร่ชาสวยๆอีก  ถ้าเมื่อวานเห็นเข้า เช้านี้คงได้ไปเดินสำรวจแน่  

  

 
  

 
  

 
ส่วนหนึ่งของทะเลสาบเหนือเขื่อนแม่สรวย ดูๆแล้วมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมากเลยทีเดียว  

  

 
  

 
พวกเรากลับมาถึงเชียงใหม่ราวๆบ่ายสาม หลังจากไปส่งเพื่อนๆแล้ว ผมก็กลับเข้าบ้าน ตั้งใจจะอ่านหนังสือจนถึงตีหนึ่งเลยเชียว  แต่ในที่สุดแล้วก็เหมือนเดิม ผลอยหลับตั้งแต่หกโมง ฟื้นสองทุ่ม ทานข้าวเย็น อ่านต่อได้ถึงห้าทุ่ม  ไม่ไหวแล้ว นอนเลยดีกว่า  

เช้าวันต่อมา หน้าตายังเหมือนงงๆ เป็นเรื่องปกติของคนที่เพิ่งจะกลับลงมาพื้นราบ เริ่มสอบเก้าโมงเช้า รู้สึกดีใจที่ไม่ได้ใช้พลังงานในการเตรียมตัวเท่าไหร่ ตามภาษาของนักเศรษฐศาสตร์คือ เราต้องดู marginal benefit vs. marginal cost ถ้าผมปฎิเสธเพื่อน ไม่ไปเที่ยว และดูหนังสือเอาเป็นเอาตาย คงจะเสียใจมาก  เพราะยังไงก็ทำข้อสอบเสร็จคนแรกเหมือนเดิม ไม่รู้เป็นยังไง^^  แถมตอนบ่ายยังโดดอีกวิชาหนึ่งพาสองสาวอีกคู่หนึ่งไปดูหนังอีกต่างหาก (ไม่ได้เกเรนะครับ แต่ marginal cost ในการนั่งเรียนสูงมาก สำหรับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว)  

มีข่าวดีจะบอก ตอนนี้ผมมีปัญหามีจุดดำๆ วิ่งไปมาในตา เหมือนกระจกรถมีขี้นกเกาะ หมอบอกว่า เกิดจากวุ้นในตาเสื่อม (ผมใช้ comp มาก อ่านหนังสือมาก ถ่ายรูปอีก) รักษาไม่ได้ ให้ทำเฉยซะ เดี๋ยวจะเครียด ผมก็เลยคิดว่า จะเพลาๆ เรื่อง blog ไปซักระยะนึงนะครับ ไม่ใช่ว่าจะไม่เขียนแต่จะห่างๆไป เดือนมีนา ปิดเทอมแล้ว คงจะเขียนจริงๆจังๆอีก ขอบคุณที่ติดตามกันครับ    

เรื่องเล่าจากดอยช้าง-วาวี (3) จากบล็อก โอเคเนชั่น oknation.net

(ความต่อจากตอนที่แล้ว) คณะสองหญิง สองชาย ที่ไม่มีใครเป็นอะไรกัน และเจ้า G-Wagon สีดำ (ที่โชคชะตาพาให้มาเจอะเจอ เนื่องจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหารถเช่ายากจริงๆในเชียงใหม่) ก็เดินทางมาถึงที่ตัวตำบลวาวี  First Impression ที่เกิดคือ ที่เราคิดไว้ในใจน่ะ มันไม่ใช่เลย  เคยคิดว่า วาวีต้องเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เต็มไปด้วยกระท่อมแบบที่เราเห็นในหนังจีนกำลังภายใน แต่วาวีในความเป็นจริงเต็มไปตึกแถว และมีบ้านเรือนหนาแน่นมากตลอดทางลาดเชิงเขา ถนนเป็นคอนกรีตทั้งหมด แต่ค่อนข้างแคบ ผู้คนก็แต่งตัวแบบเราๆนี่แหละ ไม่ได้เป็นแบบจอมยุทธ์ซักหน่อย ^^

บนยอดเนินมีโรงเรียนชื่อ กวงฟูวิทยาคม ตั้งเด่นเป็นสง่ามาก ผมเห็นแล้วนึกถึงสำนักบู๊ตึ๊ง ถ้ามีจริงจะขอไปเรียนวิชาตัวเบาสักหน่อยจะได้โดดเรียนได้แนบเนียนกว่านี้ พอดีตัวหนังสือในภาพเล็กมาก ผมจะบอกว่าไม่มีตัวหนังสือไทยเลย เค้าจัดบอร์ดถวายในหลวง เป็นเรื่องที่น่ายินดีถึงความเปิดกว้างของสังคมที่ยอมให้คนต่างเชื้อชาติเข้ามาอยู่ร่วมกันและใช้ชีวิตในรูปแบบที่ตัวเองเลือก

ตามคำเล่าลือว่าที่นี่เป็นแหล่งปลูกชาคุณภาพดี ลงมาจากโรงเรียนกวงฟู พวกเราก็แจ้นมาหาที่ชิมชากัน มีโรงงานชาแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางเข้าตลาด ด้านหน้าเป็นตึกแถวที่เค้าวางขายสินค้าของโรงงาน มีคุณอาเจ้าของ ลงมือชงให้ชิมกันด้วยตัวเอง ซึ่งแกคงจะทำวันละหลายหน เพราะวันต่อมาผมผ่านมาตรงนี้อีก แกก็กำลังบริการอีกคณะหนึ่งอยู่  บนโต๊ะชงชาก็จะมีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด

(ทำไมไม่ถ่ายรูปมาละเนี่ย) คุณอาเอาชามาชงก่อนจะเทน้ำทิ้งไปสองครั้ง น้ำที่สามจึงรินให้เรา โดยใส่ถ้วยใบเล็กๆเอาถ้วยใบใหญ่กว่าปิดปากไว้แล้วกลับหัวลง ประมาณว่าให้เก็บกลิ่นไว้ เวลาจะดื่มดึงถ้วยใบเล็กขึ้น คุณอาเจ้าของบอกว่าต้องบริหารร่างกายก่อนโดยเอาถ้วยมือวางบนฝ่ามือ เอามืออีกข้างมาประกบแล้วหมุนไปมา ผมลองทำตามจึงรู้ว่า มันเป็นกุศโลบาย เพราะถ้วยมันร้อนมากยังไงก็ถือไว้นิ่งๆไม่ได้^^  หลังจากนั้นคุณอาบอกให้เอาถ้วยนั้นมาครอบดวงตาไว้ เพื่อให้ความร้อนไปช่วยกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงรอบๆดวงตา จะได้ผ่อนคลาย ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่าไม่ควรกดลงไปนะครับ  เดี๋ยวมันติดขึ้นมาจากสูญญากาศ เวลาดึงออกมาลูกตาอาจจะหลุดติดมาด้วย^^ ท้ายที่สุดเราก็ได้ดื่มชาวาวีชนิดอู่หลงที่นอนนิ่งอยู่ในถ้วยใหญ่ ตามความเห็นของผม กลิ่นและรสค่อนข้างจะ primitive มากเลย (ไม่ใช่ไม่ดีแต่ให้ความรู้สึกธรรมชาติจริงๆ) เนื่องจากผมไม่ใช่คอชาจึงไม่กล้าออกความเห็นเพิ่มเติม แต่ผมเคยไปดื่มชาที่ไต้หวัน กลับมาเมืองไทยหาชาแบบนั้นไม่ได้ มิฉะนั้นคงติดชาน่าดู

ตรงข้ามร้านชานี้มีร้านก๊วยเตี๊ยวเล็กๆร้านหนึ่ง บอกได้เลยว่า ต้องลองนะครับ สำหรับคนที่ไป ถามคนขายแล้วในชามไม่ได้ใส่ชา

จะพาชมเมืองล่ะนะ ที่นี่อุดมไปด้วย Culture ของชาวจีน และคนแก่ๆที่นี่ก็ผู้พูดภาษาภาคกลางไม่ได้ หรือพูดได้แต่เป็นสำเนียงจีนที่ฟังยากมาก  ส่วนเด็กๆแต่งตัวสะอาดสะอ้านต่างจากดอยช้างลิบลับ  ถึงตัวตำบลจะมีการพัฒนาพอสมควรแล้ว เสน่ห์ของที่นี่ก็คงเป็นบ้านไม้เก่า ที่น่าจะเต็มไปด้วยความหลังที่ไม่มีใครทราบ บางบ้านมีคนเอาชอล์กเขียนประกาศไว้ว่า ผีดุ ผมก็จะให้ดูภาพแบบเต็มๆเลยนะครับ

ผมเห็นแผ่นกระดาษหน้าตาแบบนี้ติดอยู่ทั่วไป อ่านไม่ออก ตอนแรกนึกว่าเป็นยันต์อะไรซักอย่าง แต่เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่า เป็นข้อความถวายพระพรในหลวงของเรา

เพื่อนผมกำลังต่อรองราคารองเท้าผ้าที่ถักด้วยมือจากคุณยายคนหนึ่ง (แน่นอนล่ะต้องใช้จักรเย็บผ้าช่วย มือเปล่าทำได้ ก็เกินไป)  แกบอกว่า ใช้เวลาทำคู่ละ 4 วัน ในที่สุดก็ตกลงราคากันได้ที่ 480 บาท (ในเวลาต่อมาเพื่อนอีกคนบอกว่ามีขายแถวถนนวัวลายในตัวเมืองเชียงใหม่ด้วย^^) หน้าตารองเท้าก็เป็นอย่างรูปถัดไปนะครับ ผมเห็นแล้วยังชอบ อยากจะซื้อไปให้ขวัญใจผมเหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะใส่ได้ เพราะรองเท้าไม่มีเบอร์ ผมอยากได้สีแดง ปักเป็นรูปหงส์

ศาลานี้อยู่ตรงหน้าตลาดสด ซึ่งพี่ร้านก๊วยเตี๋ยวใกล้ๆบอกว่า ตลาดสดที่นี่ไม่ขายตอนเช้านะครับ จะขายตอนบ่ายๆอย่างนี้ ข้างหลังผมเป็นปั๊มน้ำมันหลอด น่าจะเป็นแห่งเดียวในตัวเมือง เก๋ไก๋จริงๆ (มีใครเคยสงสัยมั้ยเนี่ยว่าทำไมผมถึงชอบถ่ายรูปของที่อยู่บนหลังคา ^^)

พวกเราวนเวียนอยู่ในตัวตำบลร่วมสองชั่วโมง จึงมุ่งหน้าต่อไปยังเลาลีรีสอร์ทซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้ น่าจะเป็นที่พักแนวนี้แห่งเดียวที่วาวี ห้องพักพอใช้ได้ ราคาไม่แพง แต่อาหารจะแพงมาก ห้องที่ผมพักอยู่ริมหุบเขาเล็กๆ มองเห็นไร่ชาที่อยู่ต่ำลงไปวิวดีมาก ตอนโพล้เพล้ดาวศุกร์กับดาวอังคารแข่งกันส่องแสงเหนือหุบเขา ดวงแรกใหญ่เท่านิ้วก้อยเลย และคืนนี้พระจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 100 ปีมั้ง มองพระจันทร์แล้วก็ได้แต่ถอนใจ กลับเข้ามานอนอ่านกราฟถั่วงอกในหนังสือ International Economics ต่อดีกว่า สามตอนไม่ยอมจบ

โปรดติดตามตอนจบได้เร็วๆนี้ … (ว่าแต่ว่า โรงเตี๊ยมที่ทำให้ผมต้องเดินทางมาถึงที่นี่ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้)

เรื่องเล่าจากดอยช้าง-วาวี (2) จากบล็อก โอเคเนชั่น oknation.net

ค่ำคืนที่แสนยาวนานที่สถานีวิจัยเกษตรบนที่สูงดอยช้างก็ผ่านไป  ที่ยาวนานก็เพราะผมไม่ค่อยได้นอน มีคนเมาสองคนมาสนทนาปัญหาชีวิตอยู่ใกล้ๆ ^^ ตื่นเช้าขึ้นมาจึงไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่  แต่ไม่เป็นไรครับที่นี่เป็นถิ่นกาแฟ เดี๋ยวได้ร้อนๆซักถ้วยคงจะดีขึ้น  ล้างหน้าล้างตาแล้วเดินออกมาดูปรอทที่หน้าอาคารเอนกประสงค์อ่านค่าได้ 16 องศา เท่ากับหัวค่ำวานนี้ น่าสงสัยว่ามันยังทำงานอยู่หรือเปล่า

สาวคนหนึ่งกำลังเดินผ่านต้นนางพญาเสือโคร่ง (ยังงงๆว่าทำไมเป็นสีนี้) ดูการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของทางสถานีเกษตร แปดโมงกว่าแล้วจึงไม่เห็นเด็กๆ กำลังเดินไปโรงเรียน ตอนแรกนัดกับเพื่อนๆว่าจะไปดูโรงเรียนกันครับ แต่ก็เปลี่ยนใจพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย เพราะเด็กคงเข้าห้องเรียนกันหมดแล้ว

 
เนื่องจากผมได้สำรวจหมู่บ้านไปแล้วเมื่อวานนี้ก็เลยกะว่าจะเดินใกล้ๆนี่แหละ ที่นี่มีการปลูกดอกไม้เยอะพอสมควรแต่ก็พอจะหาดูได้จากที่อื่นๆเราก็จะละไว้นะครับ ต้องบอกว่ามีต้นเมเปิ้ล
เยอะมาก ทั้งใกล้ๆอาคารที่เรานอน และพื้นที่รอบๆ แต่สีไม่ค่อยแดงเลย บางต้นผลิใบอ่อนแล้วด้วย มีแดงอยู่ต้นเดียวริมบ่อน้ำ นอกจากนี้ยังมี baby maple อยู่เป็นร้อยๆต้นข้างบ้านที่นอน เมื่อวานผมว่างๆ เลยเอาน้ำไปฉีดมันเป็นการใหญ่ กลับไปแล้วตายยก lot เลยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ^^

 

 

 
ต้นนี้แดงได้ใจมาก มีอยู่ต้นเดียว จะเกี่ยวกับการที่เค้าอยู่ใกล้น้ำหรือเปล่า

 

 

 
เพิ่งจะเคยเห็นลูกเมเปิ้ล หน้าตาคล้ายๆลูกเงาะ

 
มาดอยช้างทั้งทีไม่ได้พูดเรื่องกาแฟจะแปลกๆ

เราคงทราบกันดีว่า ดอยช้างนั้นเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ถึงกับมีคนเอามาตั้งเป็นแบรนด์ กาแฟดอยช้าง ผมอ่านตาม website ของต่างประเทศก็พบว่า กาแฟดอยช้างมี rating ดีทีเดียวพอสู้กาแฟต่างประเทศได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าที่เค้าส่งออกไปจะเหมือนกับที่เราทานหรือเปล่านะครับ อาจจะมีการคัดเลือกเมล็ดกันเป็นอย่างดี  สำหรับในเมืองไทยแบรนด์ กาแฟวาวีน่าจะมีชื่อเสียงกว่า จริงๆแล้วที่ดอยวาวีไม่ได้ปลูกกาแฟนะครับ เค้าปลูกชาเป็นหลัก คนที่เอาชื่อดอยมาตั้งคงคำนึงถึง Aesthetic หรือความสุนทรีย์ของชื่อมากกว่าจะบอกว่า เอามาจากดอยวาวี

ผมชอบวิธีการที่ Starbucks พรรณนาคุณสมบัติของกาแฟ เช่น spicy, fruity, earthy, acidity  พยายามจะเอาคำเหล่านั้นมาบรรยายกาแฟไทยๆที่พอจะหาซื้อได้  แต่ยังไม่สามารถระบุเช่นนั้นได้ กาแฟบนดอยช้างยังคงมี body ที่กลมมนเหมือนกาแฟไทยทั่วไป และหนามาก ถ้าผมชงเองจะทำให้มันบางกว่านี้ จะได้ทานง่ายๆ รสชาติจะออกไปทางพืชตระกูลถั่ว กลิ่นหอมใช้ได้แต่ก็มีกลิ่นถั่วล้ำหน้าออกมาพอสมควร  คุณสมบัติพวกนี้เป็นสิ่งเฉพาะตัวของถิ่นปลูกกาแฟ ถึงจะมีแค่ Robusta และ Arabica เป็นสายพันธุ์หลัก แต่ปลูกต่างที่กันก็ไม่เหมือนกัน  ผมชอบกาแฟที่มีความซ่า และเผ็ดนิดหน่อย กลิ่นคล้ายๆดอกไม้ ยังไม่เคยเจอไม่ว่าจะจากดอยอะไร

ขวัญใจผมเธอบอกว่า ให้ถ่ายต้นกาแฟมาให้ดูด้วย แต่ผมรู้ล่ะว่าเธอคงจะเคยเห็นแล้ว เลยกะว่าจะซื้อผลกาแฟสดที่เป็นลูกแดงๆมาให้เอาไปคั่วบดเอง ถามเจ้าหน้าที่ดูบอกว่า ไม่มีขาย จะเก็บจากต้นมาให้เลยกลัวจะถูกข้อหาลักทรัพย์ ของทางราชการอีกต่างหาก  เจ้าหน้าที่บอกว่า ground coffee ที่เราเห็นกันไม่ได้ทำง่ายๆ เพราะนอกจากเนื้อสีแดงๆที่เราเห็น ข้างในยังมีอีกชั้นหนึ่งที่จะต้องเอาออกก่อนถึงเมล็ดขาวๆข้างใน

 
หน้าตาบนต้นเค้าเป็นอย่างนี้นะครับ จะบอกว่า บ้านผมก็มีต้นหนึ่ง แต่ไม่กล้ากิน ผมไม่ได้ไปที่โรงงานกาแฟดอยช้าง ไม่รู้ด้วยว่าอยู่ตรงไหน ไม่แน่ใจด้วยว่า เค้ามีไร่ที่เป็นระบบหรือเปล่า หรือแค่รับซื้อจากชาวบ้าน ดูจากสภาพทั่วไปแล้วกาแฟที่นี่ถ้าจะเอาเกรดดีๆคงจะต้องออกแรงคัดกัน เพราะเท่าที่เห็นสภาพต้นไม้ดูยับเยินพอสมควร   

 

 

 
ถนนสายนี้ถ้านางพญาเสือโคร่งออกดอกเต็มต้นคงจะสวยสะพรั่งน่าดู ชาวบ้านบอกว่าปีหลังๆ เค้าไม่ค่อยออกดอก อาจจะสูดดม
CO2 ที่มนุษย์ปล่อยมามากจนไม่ไหวแล้วก็เป็นได้

 

 
ภูมิทัศน์โดยทั่วไปของดอยช้าง

 

 

 

 

 
เพื่อนที่มาจากแดนไกล เค้าจะคลุกคลีกับหมาทุกตัวที่เข้ามาใกล้ในระยะ
10 เมตร นอกจากนี้เค้าทำเสียงหมาหอบเหนื่อยได้เหมือนมาก^^ นี่ถ้าหมามันอ้าปากได้กว้างๆ เค้าอาจจะโชว์เอาหัวเข้าไปในปากแบบฟาร์มจระเข้ก็เป็นได้ ถึงผมจะชอบหมาเหมือนกัน แต่บางตัวก็ไม่ค่อยน่าเล่นเด้วยเท่าไหร่นัก

 
ประมาณเที่ยงเราก็เดินทางออกจากดอยช้าง ไปสู่ที่หมายต่อไปคือดอยวาวี ที่อยู่ไม่ไกลนัก ระหว่างทางหิวจนตาลายเลยต้องแวะร้านก๊วยเตี๋ยของชาวบ้านที่ดอยช้างนั่งเอง เวลาหิวๆอะไรๆก็อร่อยไปหมด ราคาเริ่มต้นชามละ
10 บาท กินไปก็นั่งเล่นกับลูกสาวตัวน้อยๆของเจ้าของร้านไป  ก่อนจะมาเที่ยวผมได้รับรูปเด็กๆ บนดอยวาวีจากเพื่อน ยังคิดว่าเราต้องไปถ่ายรูปแบบนั้น แต่ที่ไหนได้ น้องดา สาวลูกครึ่งอาข่าคนนี้เป็นเด็กคนสุดท้ายที่ผมได้เจอ เด็กบนวาวีไม่น่ารักและดูหยิ่งๆ อาจจะเป็นเพราะชุมชนเค้าเจริญกว่า  ผมพยายามสอนน้องดาให้กลิ้งยางรถเมอเตอร์ไซต์อยู่พักใหญ่แต่เด็กเล็กเกินไป ทำยังไงก็กลิ้งไม่ได้ ^^ (สงสัยคุณแม่มัวแต่ขายของ เอาหัวไปโขกอะไรมาก็ไม่รู้) คุณแม่น้องดาบอกว่า นักท่องเที่ยวน้อยมากเลยปีนี้ 

 

 

 
น้องสาวที่ไปด้วยกัน ทำงานอยู่กรุงเทพ กำลังเล่นมุขที่ผมใช้บ่อยๆเวลาอยากจะถ่ายรูปเด็ก

 

 
ดอยช้างห่างจากถนนหมายเลข
3087 ออกมาประมาณ 10 กิโลนะครับ เราแค่ขับรถออกมาที่ถนนและวิ่งต่อขึ้นไปอีกไม่ไกลก็จะถึงตำบลวาวี  ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง  บรรยากาศในตำบลวาวีน่าสนใจทีเดียว ถ้าอยู่ดีๆนอนหลับไปแล้วมาตื่นที่นี่ จะงงมากเลยว่า นี่ใช่เมืองไทยหรือเปล่า

โปรดติดตามตอนต่อไป …

 

โดย rabbitzilla

เรื่องเล่าจากดอยช้าง-วาวี (1)

เรื่องเล่าจากดอยช้าง-วาวี (1)

 
เพื่อนของผมคนหนึ่งเค้าอยู่สุราษฎร์ธานี  ทุกๆปีในช่วงเวลานี้จะมาเที่ยวเชียงใหม่ โดยจุดหมายปลายทางของคือภูเขาซักลูก ผมยังเชียร์ให้ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ให้หมดเรื่องหมดราวไป ไหนๆน้องสาวก็ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว  เค้ามาชวนผมเที่ยวดอยช้าง-วาวีตั้งแต่กลางเดือนตุลา ผมใช้เวลาคิดอยู่ประมาณ
30 วินาทีก็รับปากไป  ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ เพราะปีที่แล้วผมก็รับปากแล้วก็ยกเลิก เนื่องจากมีงานเข้ามาพอดีในช่วงนั้น  ถึงแม้ในปีนี้อาจารย์เพิ่งจะนัดสอบวิชา International Economics ในวันอาทิตย์ที่ 14 และผมยังอ่านหนังสือไปได้ไม่ถึงไหนเลย

วิธีการเดียวที่จะทำให้ทุกฝ่ายมีความสุขก็คือ ไปเที่ยวกับเค้า และขนหนังสือไปอ่านด้วย ซึ่งในเวลาต่อมาผมก็ได้รู้ว่า ผมคิดถูกและคิดผิดในเวลาเดียวกัน  

การไปดอยช้าง-วาวีนั้นไม่ยากครับ คนส่วนใหญ่ก็คงจะมาเชียงใหม่ก่อน เช่ารถ pick-up ซักคัน หรือชอบความนุ่มจะเอาเก๋งก็พอได้ เพราะทางไม่ลำบากมาก จากนั้นขับตามเส้นทางที่จะไปเชียงราย ผ่านอำเภอดอยสะเก็ต อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอแม่สรวย (น่าจะอ่านว่าแม่สะ-หรวย) พ้นอำเภอแม่สรวยไปนิดเดียวจะมีทางแยกบอกว่าไปดอยวาวี แต่หลังจากแยกนั้นก็ใช้เวลาเกินหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงดอยช้างนะครับ ส่วนดอยวาวีเลยไปอีกหน่อยและไปง่ายกว่า  รวมแล้วขับจริงๆจังๆไม่น่าจะไม่เกิน 4 ชั่วโมง  แต่พวกผมเที่ยวเล่น+หลงทางไปพอสมควร  ออกเดินทาง 09:00 ไปถึงดอยช้างเอาเกือบๆ 16:00 ^^

ระหว่างทางมีวิวสวยๆหลายจุด มีลำธารและแม่น้ำเล็กๆ เห็นน้ำใสๆ ขนาบไปกับถนนตลอดทาง เลยอำเภอดอยสะเก็ตไปหน่อยจะมีน้ำพุร้อนแม่ขะจานอยู่ทางซ้ายมือนะครับ ผมแค่ลงไปเดินเล่นเฉยๆ เค้าก็เจาะเป็นบ่อให้น้ำร้อนพุ่งขึ้นมา   ผมว่าภาพนี้ภาพเดียวบรรยายความเป็นน้ำพุร้อนเมืองไทยได้หมดเลยครับ ไม่ต้องเปลืองพื้นที่ ^^

 

 

เขื่อนแม่สรวย อยู่ระหว่างทางจากตัวอำเภอแม่สรวยและดอยวาวี เป็นอีกจุดหนึ่งที่ควรจะแวะดูวิวนะครับ โดยเฉพาะเมื่อมองจากสันเขื่อนลงไป จริงๆแล้วผมอยากจะเรียกว่า ฝาย มากกว่า เพราะมีน้ำล้นจากข้างบนโดยตลอดที่เป็นเป็นม่านน้ำขาวๆ  แต่คิดว่าถึงน้ำจะไม่ล้นก็น่าจะมีวิธีระบายได้น้ำได้อยู่  น้ำที่ไหลลงมากลายเป็นลำธารขนาดใหญ่ (หรือคิดกลับกัน เขื่อนทำให้เกิดทะเลสาบขนาดใหญ่เหนือสันเขื่อน) น้ำใสแจ๋วเลย ลำธารตื้นมากเห็นชาวบ้านออกมาจับสัตว์น้ำกันยกใหญ่

 

 
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเรามายืนอยู่สันเขาที่อยู่ระหว่างเส้นทางลัดไปสถานีวิจัยเกษตรบนที่สูงดอยช้าง  สองข้างทางวิวสวยมากเช่นกัน แต่เนื่องจากครึ้มฟ้าครึ้มฝนผมก็เลยกดไป
2-3 รูปเท่านั้น (เป็นอุปนิสัยที่ไม่ดี นักถ่ายภาพไม่ควรหวังน้ำบ่อหน้านะครับ) กะว่าขากลับอากาศน่าจะดี ค่อยถ่ายเยอะๆ  แต่ปรากฏว่าขับรถไปได้อีกหน่อยเดียว ถนนกลายเป็นทางดินลัดเลาะไปตามภูเขา รถสวนไม่ได้ เพื่อนโทรไปถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า เหลือระยะทางอีก 6 กิโลเท่านั้น ก็เยอะอยู่นา และมาคันเดียวด้วย ถ้าเกิดติดหล่มขึ้นมาใครจะมาลากตูละเนี่ย เลยกลับลงมาใช้เส้นทางปกติที่ไม่ลัดแทน ซึ่งไปทางเดียวกับดอยวาวี ต้องผ่านชุมชนบ้านไคร้ ก่อนจะแยกไปทางขึ้นดอยช้างเป็นทางคอนกรีตขึ้นเขาประมาณ 10 กิโลเมตร  สรุปว่ากว่าจะถึงที่หมายก็เกือบบ่ายสี่ ซึ่งที่นี่ก็มืดเร็วมาก ก่อนลงจากรถตรวจดูระดับความสูงจาก GPS ได้ประมาณ 1260 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

 
หมายเหตุ
: สองคนนี้คนหนึ่งมาจากสุราษฎร์ อีกคนจากภูเก็ต ไม่ได้เป็นอะไรกัน หลังจากนี้จะเป็นหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

ห้องพักที่เราไปอยู่เป็นแบบอาคารรวมนะครับ แต่แยกห้อง ค่าที่พักเพียงคืนละ 100 บาทเท่านั้น คนที่เกเรหัวไม้ไม่น่าคิดจะมาแสดงอิทธิฤทธิ์ไกลถึงขนาดนี้นะครับ ดังนั้นพักรวมๆกันก็ไม่น่าจะมีอะไร  แต่อีกกลุ่มหนึ่งที่มาพักด้วยซึ่งมีลูกเด็กเล็กแดงและคนแก่ กลับออกไปในตอนเช้ามืด ไม่รู้ว่าพวกเราส่งเสียงดังเป็นที่น่าหวาดกลัวหรือเปล่า โดยเฉพาะสองคนข้างคนนั่น

ช่วงโพล้เพล้ออกมาสำรวจหมู่บ้านกันเล็กน้อย เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นชุมชนของชาวอาข่า แต่เราจะไม่ได้เห็นแบบนิตยสารของ ททท. นะครับ หมู่บ้านและผู้คนก็ดูเหมือนตามชนบทบนที่สูงในภาคเหนือทั่วๆไป  บ้านของชาวอาข่าที่ดอยช้างส่วนมากจะเป็นหลังคามุงด้วยหญ้า ฝาบ้านเป็นแผ่นไม้ บ้านไหนรวยหน่อยก็มีจานดาวเทียม และหลังคาสังกะสีหรือกระเบื้องลอน ตากผ้ากันฉูดฉาดบาดตาทุกบ้าน ไม่เกรงใจแขก แต่เวลาผมเข้ากรุงเทพ ขับรถบนทางด่วนผ่านราบบ่อนไก่ก็เห็นภาพประมาณนี้ แสดงว่าความเจริญไม่ได้สร้างความแตกต่าง ^^

 

 

 

 

 

 
คุณป้าคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากไร่กาแฟ บนหลังมีฟืนหอบใหญ่ เนื่องจากใกล้ค่ำแล้วจึงไม่ได้เข้าไปในไร่กาแฟซึ่งก็ปลูกกันโดยทั่วไปบนพื้นที่ลาดเขานะครับ

 
ผมพยายามยืนดูเด็กกลุ่มนี้อยู่พักใหญ่ ไม่รู้จริงๆว่าเค้าพูดอะไรกัน เพราะฟังไม่ออก แต่คุยกันมันมาก

 

 
ก่อนกลับที่พักมายืนตะวันตกดินบนเนินลูกหนึ่ง มีเด็กๆ 4-5 คนมาปืนป่ายขึ้นเนินดินก่อนจะไถลตัวลงไป และทำซ้ำไปซ้ำมาเป็นสิบรอบ มีคุณยายคนหนึ่งมาเรียกให้เด็กกลับบ้าน แต่กว่าจะกลับกันได้ เด็กๆก็แสดงให้พวกผมดูว่าที่นี่เค้าเล่นกันยังไง เมื่อก่อนผมเคยสงสัยว่าทำไมชุดนักเรียนของเด็กบนเขาถึงได้ดขมุกขมอมเต็มทน ทั้งๆที่เนื้อผ้าบางทีก็ยังใหม่อยู่  ตอนนี้หายสงสัยแล้ว

   

 

 
ภาพสุดท้ายสำหรับวันนี้ คู่เดิมกำลังชี้นกชี้ไม้ ส่วนเด็กกับหมาพบแถวนี้นะครับ ไม่ได้นำมาด้วย

 
วันนี้ไปนี่บนดอยช้างตอนหัวค่ำอุณหภูมิประมาณ
16 องศานะครับ กำลังทานข้าวอร่อย ทางศูนย์เค้าบริการนักท่องเที่ยวได้ค่อนข้างดี มีกาแฟสด และหุงหาอาหารให้ทาน พี่ๆเค้าบอกว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวน้อย (คุ้นจริงๆประโยคนี้ ไปที่ไหนก็ได้ยิน) ปีก่อนๆจะวุ่นวายกันมากเลย 

โปรดติดตามตอนต่อไป … คาดว่าเรื่องนี้จะมี 3 ตอนครับ

เรียนจีนบนดอย แต่คุณภาพระดับพื้นราบ

เรียนจีนบนดอย แต่คุณภาพระดับพื้นราบ

โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ เอกรัตน์ บรรเลง
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา( ตุลาคม 2552)


"เหล่าซือห่าว…"

เสียงเจื้อยแจ้วลอยคละเคล้ากับสายหมอกยามเช้าบนยอดดอยวาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุก ที่คนพื้นถิ่นคุ้นเคยมานานกว่า 50 ปี

โดยเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ที่ลูกหลานสมาชิกกองพล 93 แห่งก๊กมินตั๋งในอดีต จะตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่ก่อน 05.30 น. เพื่อเข้าเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนกวงฟูวิทยาคม โรงเรียนสอนภาษาจีนที่ก่อตั้งมานานเกือบ 60 ปี บนพื้นที่เชิงเขาสูงของดอยวาวีแห่งนี้

พวกเขาและเธอเหล่านี้สมัครใจที่จะเข้ามาเรียนภาษาจีนที่นี่จนถึง 6.50 น. ก่อนจะกลับไปเปลี่ยนชุดนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนสามัญตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการในเวลา 08.00-16.00 น. และกลับมาที่โรงเรียนกวงฟูอีกรอบในเวลา 17.30-20.30 น.

ส่วนวันเสาร์ เด็กๆ เหล่านี้จะงดกิจกรรมเที่ยวเล่นเพื่อเข้าห้องเรียนภาษาจีน ตั้งแต่ 08.00-15.00 น.

ทำให้รอบสัปดาห์ เด็กนักเรียนบนดอยวาวีจะมีเวลาเที่ยวเล่น-ทำกิจกรรมเหมือนเด็กทั่วไป เฉพาะวันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้น

อำนวย ภักดีไพศาล หรือเหยิน เซียะ ชิง อาจารย์ใหญ่โรงเรียนกวงฟูวิทยาคม ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย บอกกับผู้จัดการ 360 ํ ว่าลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีนบนดอยวาวี จะถูกส่งมาเรียนภาษาจีนที่นี่ บางส่วนก็จะมีชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่เริ่มเห็นความสำคัญของภาษาจีนมาร่วมเรียนด้วย

โรงเรียนกวงฟูวิทยาคมเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในกำกับของ สพท.เขต 2 เชียงราย เปิดสอนภาษาจีนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนของไต้หวันทั้งหมด

เป็น 1 ใน 100 กว่าโรงเรียนสอนภาษาจีนในภาคเหนือตอนบน ที่เครือข่ายกองพล 93 ในอดีตก่อตั้งขึ้นตามถิ่นฐานที่อยู่ และได้รับอนุญาตจากทางการไทย โดยในเขตเชียงรายมีอยู่ 62 โรง, เชียงใหม่ 36 โรง และแม่ฮ่องสอน อีก 5-6 โรงเรียน

แต่ละปีกระทรวงศึกษาธิการของไต้หวันจะให้การสนับสนุนเรื่องหนังสือ-ตำราเรียนภาษาจีนให้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีเงินทุนจากองค์กรการกุศลต่างๆ อีกไม่น้อยกว่าปีละ 100 ล้านบาท เข้ามาช่วยอีกทางหนึ่ง เนื่องจากโรงเรียนสอนภาษาจีนเหล่านี้ไม่ได้รับงบประมาณรายหัวจากกระทรวงศึกษาธิการของไทย ทำให้โรงเรียนเหล่านี้ต้องอาศัยเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถจัดเก็บค่าเล่าเรียนได้ในราคาต่ำ เฉลี่ยปีละประมาณ 1-3 พันบาทต่อคน

โดยโรงเรียนสอนภาษาจีนในเครือข่ายกองพล 93 ที่รับการสนับสนุนจากไต้หวันเหล่านี้ ก็จะใช้หลักสูตรการเรียนการสอนของไต้หวัน ที่เรียนภาษาจีนกลางตามแบบอักษรเต็ม

ที่มีมากกว่า 30,000 ตัว แตกต่างจากการเรียนภาษาจีนตามแบบแผ่นดินใหญ่ หรือปักกิ่ง ที่ปัจจุบันจะใช้ตัวย่อประมาณ 2,300 กว่าตัวเข้ามาใช้

เหยิน เซียะซิง ย้ำว่าการเรียนภาษาจีนตามแบบอักษรดั้งเดิม หรือเต็มรูปแบบจะทำให้สามารถอ่านตัวย่อของจีนแผ่นดินใหญ่ได้ด้วย นอกจากนี้อักษรตัวเต็มยังมีพลัง และถ่ายทอดศิลปะที่สืบทอดกันมานานหลายพันปีได้ดีกว่าด้วย

เฉพาะสำหรับโรงเรียนกวงฟูฯ ดูเหมือนจะพัฒนาไปได้เร็วกว่าโรงเรียนสอนภาษาจีนในเครือข่ายกองพล 93 อื่นๆ เมื่อได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณเพิ่มเติมจากมูลนิธิมหาโพธิ์ ที่มีพระอาจารย์ปัญญาแห่งสภาสงฆ์จีนโลก ซึ่งได้รับสัญชาติไทยแล้ว

ทำให้กวงฟูฯ สามารถขยับขยายจากอาคารที่เป็นกระต๊อบ มุงจาก จนซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของตนเองได้ สร้างอาคารถาวรเต็มพื้นที่เชิงเขาติดชุมชนวาวี และเข้าเงื่อนไขขออนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนของกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่จะยื่นขอ Work Permit ให้กับครูอาสาจากไต้หวัน มาสอนที่โรงเรียนได้โดยตรง เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับนักเรียนในสังกัดได้

จนถึงปัจจุบันโรงเรียนกวงฟูวิทยาคมมีนักเรียนมากกว่า 2 พันคน มีครูทั้งที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน-ครูอาสาจากไต้หวัน รวม 40 กว่าคน

ไม่เพียงเท่านั้นกวงฟูวิทยาคม ยังเปิดหลักสูตรเรียนภาษาจีนภาคฤดูร้อน รองรับกระแสความต้องการเรียนภาษาจีนในไทยที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายนของทุกปี โดยเปิดสอนภาษาให้กับคนทั่วไป ในราคาคนละ 8,000 บาท (รวมค่าที่พัก-อาหาร)

อำนวยรับรองว่า 1 เดือนเต็มนี้ โรงเรียนสามารถสอนให้ผู้เรียนพูด อ่าน เขียนภาษาจีนได้อย่างแน่นอน โดยตลอดทั้งวันทั้งคืนของวันจันทร์-เสาร์ จะพูดกันแต่ภาษาจีน ส่วนวันอาทิตย์ โรงเรียนจะจัดโปรแกรมทัศนศึกษานอกสถานที่ให้

"6 ปีที่เปิดคอร์สภาคฤดูร้อน มีผู้สนใจมาเรียนจากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากภูเก็ต กรุงเทพฯ ขอนแก่น ฯลฯ บางคนมีอายุ 70 กว่าปีก็เข้ามาเรียน เพื่อนำกลับไปใช้ติดต่อค้าขายกับชาวจีนที่มีอยู่ทั่วโลก"

แตกต่างจากโรงเรียนสอนภาษาจีนเครือข่ายกองพล 93 อื่นๆ เช่น โรงเรียนซิงหัว ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง ที่มีหยาง เผิงเสี้ยว หรือสมพงษ์ ชีวินวนตระกูล เป็นอาจารย์ใหญ่

หยาง เผิงเสี้ยว บอกกับผู้จัดการ 360 ํ ผ่านชิง เหวินฉุ่ย (วรรณา แซ่จัง) ที่มาทำหน้าที่ล่าม ว่าซิงหัวก่อตั้งมาแล้ว 45 ปี โดยนายพลต้วน ซีเหวิน บนที่ดินส่วนหนึ่งของสุสานชาวจีนบนดอยแม่สลอง เพื่อให้ลูกหลานชาวจีนเรียนรู้ภาษาบรรพบุรุษ จะได้ติดต่อสื่อสารกันได้

ซึ่งยุคแรกก็เป็นเหมือนโรงเรียนสอนภาษาจีนทุกแห่งในไทยที่ถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐ จนหลายครั้งต้องหลบไปสอนกันในศาลเจ้า วัด หรือมัสยิด ฯลฯ

แต่หลังจากลูกหลานกองพล 93 ได้รับการช่วยเหลือจากเครือข่ายก๊กมินตั๋งในต้หวัน ทั้งด้านการศึกษาต่อในไต้หวัน และงบประมาณสนับสนุนอื่นๆ รวมถึงความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อปี 2521 (ค.ศ.1978) ทำให้โรงเรียนสอนภาษาจีนพลิกฟื้นสถานะขึ้นมาได้มากขึ้น

นอกจากนี้บรรดาศิษย์เก่าที่เข้าไปมีบทบาททางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ต่างก็กลับมาให้การสนับสนุน ทั้งนายกสมาคมหยุนหนัน-ไทย และอดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนซิงหัวกับเขา เป็นต้น ทำให้แต่ละโรงเรียนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนภาษาจีนให้ดียิ่งขึ้น โดยในปี 2525 เคยมีนักเรียนมากที่สุดถึง 1,500 คน

ส่วนวรรณาที่เป็นล่าม เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนซิงหัวคนหนึ่ง ที่ได้แสดงความสามารถด้านภาษาจีนจนเรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง เอกภาษาจีนได้ภายใน 2 ปีครึ่ง

ปัจจุบันโรงเรียนซิงหัว มีนักเรียน 550 คน เรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีครูเพียง 12 คน ทั้งที่จริงต้องมีไม่น้อยกว่า 18 คน แถมปีที่แล้วโรงเรียนซิงหัวยังต้องเสียครูสอนภาษาจีนจากพม่าและอื่นๆ ถึง 4 คน ด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องที่พัก-ใบอนุญาตทำงาน รวมถึงแหล่งจ้างงานที่อื่นที่ดีกว่า

อำนวย ภักดีไพศาล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนกวงฟูวิทยาคม และสมพงษ์ ชีวินวนตระกูล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนซิงหัว บอกในทำนองเดียวกันว่า จีนแผ่นดินใหญ่เคยส่งเจ้าหน้าที่มาหารือหลายครั้ง พร้อมกับยื่นข้อเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องทุน-อุปกรณ์การเรียนการสอน-หนังสือ แก่โรงเรียนในเครือข่าย 3 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน จำนวน 100 กว่าโรง ภายใต้เงื่อนไขให้ใช้หลักสูตรของจีนแผ่นดินใหญ่

"เราปฏิเสธไป เพราะใช้หลักสูตรไต้หวันสอนมานานแล้ว"

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสอนภาษาจีนทั้ง 2 แห่งสะท้อนความเป็นไปของการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย ขณะนี้ ถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีโรงเรียนสอนภาษาจีนมากกว่า 2,000 โรง รวมถึงบราซิล กลุ่มประเทศแอฟริกาใต้ และเกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ ที่นิยมเรียนภาษาจีนกันมากขึ้น ขณะที่ไทยทั้งประเทศขณะนี้มีอยู่ 500 กว่าโรงเท่านั้น

"ตอนประชุมตัวแทนโรงเรียนจีนทั่วโลกที่ไทเปไม่กี่ปีก่อน ผมต้องยกมือหลายครั้งกว่าจะได้สิทธิ์แสดงความเห็น เพราะไม่ทันตัวแทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เดินทางมาร่วมประชุมกันหลายพันคน" เหยิน เซียะซิง หรืออำนวย แห่งโรงเรียนกวงฟูฯ กล่าว

เหยิน เซียะ ซิง ย้ำว่า ตอนนี้รัฐบาลไทยต้องการสนับสนุนให้มีการเรียนภาษาจีนมากขึ้น แต่ดูเหมือนจะช้าไป เมื่อเทียบกับกระแสความตื่นตัวเรื่องนี้ในหลายประเทศทั่วโลก

น้ำพุร้อนแม่ขะจาน

น้ำพุร้อนแม่ขะจาน
.
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
           
   ทริปนี้หมูหิน.คอมเดินทางท่องเที่ยวมาทางจังหวัดภาคเหนือตอนบนครับ หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาเกือบทั้งวันแล้ว ก็ขอแวะพักระหว่างทางก่อน แต่ถึงจะพักก็ต้องมีเรื่องดี ๆ มาฝากเพื่อน ๆ เสมอครับ อย่างทริปนี้หมูหินอยู่ที่น้ำพุร้อนแม่ขะจาน ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือจะแวะทานอาหารที่นี่ก็ได้ หากต้องการของฝากทางเหนือก็หาซื้อที่นี่ได้เลยครับ

               บ่อน้ำร้อนแม่ขะจาน ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจุดพักรถระหว่างทางจาก เชียงใหม่ไปสู่เชียงราย หรือจากเชียงใหม่ไปสู่พะเยา  น้ำพุร้อนแม่ขะจานแต่เดิมมีอยู่แค่ฝั่งเดียว ก็คือฝั่งขวามือหากมาทางเชียงใหม่ หรือฝั่งซ้ายมือถ้ามาจากเชียงราย พะเยา  ภายในมีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 90 องศาเซียลเซียส ซึ่งสามารถต้มไข่ได้เลยครับ  

               บ่อน้ำร้อนแม่ขะจานเป็นบ้อน้ำร้อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ของหมู่บ้านโป่งน้ำร้อนเล่าว่า เมื่อก่อนบริเวณนี้ยังไม่มีหมู่บ้าน เป็นป่าดงดิบ เมื่อก่อนเรียกว่าโป่งดิน มีสัตว์ทั้งน้อย ทั้งใหญ่ ลงมากินดินโป่งเป็นประจำ และบริเวณบ่อน้ำร้อนก็ยังเป็นทางผ่านระหว่างพ่อค้าจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยมีม้าและวัวเป็นพาหนะ เป็นเส้นทางเดินไปตามไหล่เขา และถือเป็นจุดพักแรมค้างคืน เพราะพื้นเป็นลานกว้าง ทำเลสะดวก และมีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ

               บ่อน้ำร้อนธรรมชาติโซนเก่า มีทั้งหมดสามบ่อ แต่ละบ่อกว้างประมาณ 3 เมตร อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซียลเซียส ร้อน ๆ มากถึงขนาดต้มไข่ให้สุกได้ภายในเวลาเพียง 3 นาที ลืมบอกไปครับว่าเพื่อน ๆ ไม่ต้องเตรียมไข่มาจากบ้านก็ได้นะครับ เพราะเพียงเราก้าวลงมาจากรถเท่านั้นแหละ แม่ค้าก็จะถือกระเช้าใส่ไข่มาขายให้ถึงที่ครับ มีทั้งไข่ไก่ และไข่นกกระทา แถมยังมีซอสปรุงรสใส่ถุงพลาสติกให้ด้วย ราคาก็ไม่แพง กระเช้า ละ 20 บาทครับ  

               นอกจากบ่อน้ำร้อนธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีร้านอาหาร ทั้งแบบตามสั่ง หรือก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ส้มตำ ไก่ย่าง ร้านชากาแฟ มีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกทานกันอย่างอิ่มหมีพลีมันครับ ทานข้าวเสร็จแล้วก็เดินเที่ยวชมสินค้าพื้นเมือง และของฝากต่าง ๆ เพราะมีร้านจำหน่ายของฝาก ของที่ระลึก เช่น เสื้อผ้าเมือง ผ้าทอ เครื่องประดับเพชรพลอย เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทอง ไม้แกะสลัก และอื่น ๆ มากมาย

               และเมื่อเวลาผ่านไป ก็เกิดบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขึ้นอีกฝั่งตรงข้าม และด้วยการสนับสนุนของทุกฝ่ายของจังหวัดเชียงราย ทำให้มีการพัฒนาพื้นที่บริเวณที่พบบ่อน้ำร้อนจุดใหม่ขึ้นมาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แห่งใหม่ของนักเดินทางครับ ซึ่งปัจจุบันน้ำพุร้อนธรรมชาติแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นน้ำพุร้อนที่สวยและสูงที่สุดครับ

น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
น้ำพุร้อนธรรมชาติ
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
ก่อนถึงน้ำพุร้อนแม่ขะจานจะมีกาดต๋องตึงขายของพื้นเมือง
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
ร้านเครื่องเงินมีเยอะมากๆ
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
มีสินค้าเยอะแยะมากมายให้เลือกซื้อ
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์
OTOP ราคาถูกมากขอบอก
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(กระเป๋าสาย)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(น้ำผึ้งเดือนห้า)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(ตะเกียง)

               สำหรับบริเวณน้ำพุร้อนโซนใหม่ ก็มีร้านค้าน้อยใหญ่เกิดขึ้นมากมาย และมากกว่าโซนเดิมครับ มีโรงแรม สปา ที่กำลังก่อสร้างขึ้น มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายเครื่องประดับ มีทั้งเพชรพลอย และเครื่องเงิน  ร้านขายเสื้อผ้าพื้นเมือง ร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากไม้  มีเยอะแยะมากมาย ให้เลือกซื้อ ส่วนเรื่องราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิดครับ

               โซนใหม่ นอกจากจะมีร้านค้าต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีการจัดสวนหย่อมไว้ใกล้ ๆ บริเวณบ่อต้มไข่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ควบคู่ไปกับการต้มไข่ ที่สำคัญบริเวณเดียวกันก็ยังมีบ่อแช่เท้าเป็นบ่อกว้างประมาณ 100 เซนติเมตร เป็นทางยาว อุณหภูมิของน้ำก็อุ่นกำลังดี แช่เท้าประมาณ 5 นาที รับรองสบายเท้าไปเลยครับ

น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
ร้านค้า OTOP มาที่นี่ที่เดียวได้ของครบหมดเลย

 
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(ขนมทองม้วน)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(กระเป๋าท้อ)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(โคมไฟ)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(กระปุกใส่ของ)

               สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการจะมาเที่ยวที่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติแห่งนี้ ต้องมาโดยรถยนต์ส่วนตัวครับ ขับมาตามถนนเชียงใหม่ – เชียงราย ก็จะเห็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ อยู่ทั้งสองฝั่งถนนครับ หมูหินแนะนำให้เพื่อน ๆ ไปเที่ยวโซนเก่าดั้งเดิมก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยมาที่โซนใหม่ เพราะเพื่อน ๆ จะได้เห็นถึงการพัฒนา ทั้งสถานที่ และบรรยากาศครับ
 

น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
ลวยลายสวยหรือเกิน
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
ไข่มาแล้ว (ไข่มีขายตลอด)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
โครงการในอนาคตให้ผู้คนมานั่งแช่น้ำพุร้อน
อยู่โซนด้านหลังน้ำพุร้อนแม่ขะจาน
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
โครงการในอนาคตให้ผู้คนมานั่งแช่น้ำพุร้อน
อยู่โซนด้านหลังน้ำพุร้อนแม่ขะจาน
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(สมุนไพรต้ม)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(หมวก)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(เข็มขัดหนัง)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(ตกแต่งภายในบ้าน)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
สินค้า OTOP ที่นำมาจำหน่ายที่ศูนย์ OTOP
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน(ถั่วดินอบแห้ง)
น้ำพุร้อนแม่ขะจาน จุดพักรถของนักเดินทาง
ต้มที่นั่นแกะกินที่นั่นได้เลยได้อารมณ์อีกแบบ

 

หมูหิน.คอม คิดจะเที่ยวเว็บเดียวก็พอ…ภาพ เรื่อง และวีดีโอ…..ทีมงานหมูหิน.คอม

祈り  チェン・ミン

冲动的惩罚 – 姚乙

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 26 other followers